วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บันทึกอนุทินครั้งที่13

บันทึกอนุทินครั้งที่13
วันนี้อาจารย์สอนเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยทั้งในและต่างประเทศ
การสอนแบบ story line
วิธีการสอนแบบสตอรี่ไลน์ (Story line method)
แนวคิดทฤษฎีที่ใช้
การเรียนรู้แบบ Story line เป็นการสอนวิธีหนึ่งที่ฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตจริง ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ไตร่ตรอง รวมทั้งกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าควรทำ ไม่ควรทำ ควรเชื่อ ไม่ควรเชื่อ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ตลอดจนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สิ่งดีสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญด้วยการใช้หลักสูตรบูรณาการเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง การมีส่วนร่วมของผู้เรียนเอง ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้คุณค่าและสร้างผลงานได้ผลการเรียนรู้มีความคงทน เป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง วิธีดังกล่าวเป็นผลการค้นพบของสตีฟ เบลล์ และแซลลี่ ฮาร์ดเนส (Steve Bell and Sally Hardness) นักการศึกษาชาวสก็อต ซึ่งสตีฟเบลล์ เรียกว่า การจัดการเรียนรู้ที่เป็นสตอรี่ไลน์ (Story line approach) และยังเรียกว่าวิธีสตอรี่ไลน์ (Story line method)
วิธีสอนแบบสตอรีไลน์ เป็นวิธีที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จะมีการผูกเรื่องแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียงลำดับเหตุการณ์ หรือที่เรียกว่า กำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยใช้คำถามหลักเป็นตัวนำ สู่การให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย เพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนตามสภาพจริง ที่มีการบูรณาการระหว่างวิชา เพื่อเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนทั้งตัว
ลักษณะเด่นของวิธีสอน 
1.กำหนดเส้นทางการเดินเรื่อง (Storyline) และจัดเรียงเป็นตอนๆ (Episode) ด้วยการใช้คำถามหลัก (Key Questions) เป็นตัวกำหนดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้
2.เน้นการใช้กิจกรรม (Activity Based Approach) ให้สอดคล้องกับคำถามหลัก และเนื้อหาการผูกเรื่อง ซึ่งมีดังนี้
1) ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนมากที่สุด
2) ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
3) ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเน้นกระบวนการควบคู่กับความรู้
4) เน้นการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
3.เน้นให้ผู้เรียนสร้าง (Construct) ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉง เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สามารถพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านสติปัญญา (Head) ด้านอารมณ์ เจตคติ (Heart) และด้านทักษะปฏิบัติ (Hands) เป็นวิธีสอนที่ให้อำนาจแก่ ผู้เรียน (Learner Empowerment) คือ ให้โอกาสสร้างความรู้หรือปรับแต่งโครงสร้างความรู้ด้วย ตนเองอย่างเป็นอิสระ และแสดงถึงกระบวนการในการได้มาซึ่งความรู้นั้นๆ รับผิดชอบต่อ ความรู้ที่สร้างขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Long Life Learning)
4.เป็นการเรียนตามสภาพจริง (Authentic Learning) มีการบูรณาการระหว่างวิชา (Integration)
5.มีเหตุการณ์ (Incidents) เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้แก้ไขปัญหาและเรียนรู้
6.แต่ละเรื่อง หรือแต่ละเหตุการณ์ที่กำหนด ต้องมีการระบุสิ่งต่อไปนี้ หรือมีองค์ประกอบต่อไปนี้
1) กำหนดฉาก โดยระบุสถานที่และเวลาโดยเฉพาะ
2) ตัวละคร อาจเป็นคนหรือเป็นสัตว์
3) วิถีการดำเนินชีวิตเพื่อใช้ศึกษา
4) ปัญหาที่รอการแก้ไข
บทบาทของครูและผู้เรียนเมื่อใช้วิธีสอนแบบสตอรีไลน์
บทบาทของครู1.เป็นผู้เตรียมการ ในเรื่องต่างๆ ได้แก่
1)กรอบแนวคิดของเรื่องที่จะสอนโดยเขียนเส้นทางการเดินเรื่อง (Storyline) และกำหนดเรื่องเป็นตอนๆ (Episode) โดยแต่ละหัวข้อเรื่องในแต่ละตอนได้จากการบูรณาการ
2)เตรียมคำถามสำคัญหรือคำถามหลัก เพื่อใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์และลงมือปฏิบัติ
2.เป็นผู้อำนวยความสะดวกระหว่างการเรียนการสอน เช่น
1)เป็นผู้นำเสนอ (Presenter) เช่น นำเสนอประเด็น ปัญหา เหตุการณ์ในเรื่องราวที่จะสอน
2)เป็นผู้สังเกต (Observer) สังเกตขณะผู้เรียนตอบคำถาม ถามคำถาม ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งสังเกตพฤติกรรมอื่นๆ ของผู้เรียน
3) เป็นผู้ให้กระตุ้น (Motivator) กระตุ้นความสนใจ ผู้เรียน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการเรียนอย่างแท้จริง
4) เป็นผู้ให้การเสริมแรง (Reinforcer) เพื่อให้เพิ่มความถี่ของพฤติกรรมการเรียน
5) เป็นผู้แนะนำ (Director)
6) เป็นผู้จัดบรรยากาศ (Atmosphere Organizor) ให้บรรยากาศการเรียนการสอนดีทั้งด้านกายภาพและด้านจิตสังคม เพื่อให้ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข
7)เป็นผู้ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Reflector) ให้การวิพากย์วิจารณ์ข้อดี ข้อบกพร่อง เพื่อให้พฤติกรรมคงอยู่ หรือปรับปรุง แก้ไข พฤติกรรมการเรียน
8)เป็นผู้ประเมิน (Evaluator) ควรมีการประเมินผลเป็นระยะๆ ประเมินกระบวนการ (Process) พฤติกรรมระหว่างหาความรู้ (Performance) และประเมินผลงาน (Product) ซึ่งอาจเป็นองค์ความรู้ และ/หรือ ผลงาน
3.เน้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการ (Process Oriented) มากกว่าเนื้อเรื่อง เนื้อหาสาระ (Content Oriented)
4.เน้นการบูรณาการระหว่างวิชา (Integration) หรือผสมผสานระหว่างวิชาในหลักสูตร (Interdisciplinary)
5.เป็นแหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้แหล่งหนึ่งที่ให้ผู้เรียนซักถาม ปรึกษาเพื่อค้นคว้าหาความรู้
6.เป็นผู้ริเริ่มประเด็น ปัญหา เหตุการณ์ในเรื่องราวที่จะสอน และต้องจัดกิจกรรมเพื่อจบลงด้วยความตื่นเต้น ความพอใจ ทั้งครู ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และคนในชุมนุม เป็นต้น
บทบาทของผู้เรียน
1.เป็นผู้ศึกษาค้นคว้าปฏิบัติด้วยตนเองในทุกเรื่องตามที่ครูกำหนด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้
2.ดำเนินการเรียนด้วยตนเอง เพื่อให้การเรียนสนุกสนาน ตื่นเต้น มีชีวิตชีวา และท้าทายอยู่ตลอดเวลา
3.มีส่วนร่วมในการเรียนทั้งร่างกาย จิตใจและการคิด ในทุกสถานการณ์ที่ครูกำหนดขึ้น อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนสถานการณ์ในชีวิตจริง
4.เรียนทั้งในห้องเรียน (Class) และในสถานการณ์จริง (Reality) เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม
5.ตอบคำถามสำคัญ หรือคำถามหลัก (Key Questions) ที่ครูกำหนดจากประสบการณ์ของตนเอง หรือประสบการณ์ในชีวิตจริง
6.มีความกระฉับกระเฉง ว่องไว ในการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เช่น สามารถจำ พิจารณา ทำตามคำแนะนำของครูได้อย่างดี
7.ทำงานด้วยความร่วมมือร่วมใจ อาจจะทำงานเดี่ยว เป็นคู่ เป็นกลุ่ม ได้ด้วยความเต็มใจและด้วยเจตคติที่ดีต่อกัน
8.มีความสามารถในการสื่อสาร เช่น ฟัง พูด อ่าน เขียน มีทักษะสังคม รวมทั้งมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนในกลุ่ม เพื่อนในกลุ่มอื่นๆ และกับครู
9.เป็นผู้มีความสามารถแก้ปัญหา คิดริเริ่มสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์
10.เป็นผู้สามารถสร้างความรู้ (Construct) ด้วยตนเอง และเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสตอรีไลน์1.เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผู้เรียนจำได้ถาวร (Retention) ซึ่งการเรียนแบบนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการทบทวนความรู้เดิม และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
2.ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน (Participate) ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม เป็นการพัฒนาทั้งตัว
3.ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมตามประสบการณ์ชีวิตของตน และเป็นประสบการณ์จริงในชีวิตของผู้เรียน
4.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีการเบื่อหน่าย
5.ผู้เรียนจะได้สร้างจินตนาการตามเรื่องที่กำหนด เป็นการเรียนรู้ด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง วิถีชีวิต ผสมผสานกันไป อันเป็นสภาพจริงของชีวิต
6.ผู้เรียนจะได้พัฒนาความคิดระดับสูง คิดไตร่ตรอง คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิด แก้ปัญหา คิดริเริ่ม คิดสร้างสรรค์
7.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม ตั้งแต่ 2 คน 4 คน 6 คน รวมทั้งเพื่อนทั้งห้องเรียน ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรม เป็นการพัฒนาให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์
8.ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวสู่สิ่งไกลตัว เช่น เรียนตัวของเรา บ้านของเรา ครอบครัวของเรา ชุมชนของเรา ประเทศของเรา และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นไปตามระดับสติปัญญาของผู้เรียน
9.ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเป็นสุข สนุกสนาน เห็นคุณค่าของงานที่ทำ และงานที่นำไปนำเสนอต่อเพื่อนต่อชุมนุม ทำให้เกิดความตระหนัก เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ด้วยตนเอง   Story Line เป็นเทคนิคการสอนอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งคิดค้นและพัฒนาในสกอตแลนด์ โดย สตีพ เบล ( Steve Bell ) และ ซัลลี่ ฮัคเนส ( Sallie Harkness )
องค์ประกอบที่สำคัญของ Story Line
การสร้างเรื่องใน Story Line เป็นการดำเนินเรื่องที่ต่อเนื่อง ประดุจเส้นเชือก โดยมี คำถามหลักเป็นตัวดำเนินการ องค์ประกอบที่สำคัญในการสอนแบบ Story Line คือ
1. ตัวละคร หมายถึงบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ผูกขึ้นมา
2. ฉาก หมายถึง การระบุลักษณะของสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏ ตามหัวเรื่อง
3. การดำเนินชีวิต หมายถึงการดำเนินชีวิตของตัวละคร ว่า ใครทำอะไรบ้าง
4. เหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น หมายถุงเหตุการที่ดำเนินชีวิตของละคร เช่น
เหตุการณ์อะไรที่เป็นปกติ เหตุการณ์อะไรที่ต้องแก้ไข เหตุการณ์อะไรที่ต้องดีใจ หรือแสดงความยินดี
ขั้นตอนการสอนแบบ Story Line
1.       วิเคราะห์หลักสูตร โดยรวมของทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหัวข้อที่จะนำมาบูรณาการ
2.     กำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยเรียงลำดับหัวข้อแบ่งออกเป็นตอน ๆ ซึ่งต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญทั้ง 4 ประการ ได้แก่ ฉาก ตัวละคร การดำเนินชีวิต และเหตุการณ์สำคัญ ในส่วนรายละเอียดนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เรียนในการเติมเต็มเรื่องราวต่าง ๆ
3.     กำหนดคำถามหลักเพื่อใช้ในการเปิดประเด็นนำเข้าสู่กิจกรรม และเชื่อมโยงเรื่องราวและกิจกรรมในแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน วางรูปแบบกิจกรรมย่อย ๆ โดยเน้นการจัดกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมคิดปฏิบัติ เพื่อหาคำตอบสำหรับคำถามหลักนั้น ๆ กิจกรรมควรมีความหลากหลายและน่าสนใจเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน และควรเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
4.       จัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะของกิจกรรมและลักษณะการจัดชั้นเรียน
5.       กำหนดแนวทางการประเมินผล ควรเน้นการประเมินตามสภาพจริงให้มากที่สุด
ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิธี Story line มีดังต่อไปนี้
1.     กำหนดหัวข้อเรื่องที่จะเรียน เรียกว่า เส้นทางเดินเรื่อง (Story line) ให้เหมาะสม หัวข้อเรื่องจะเป็นความคิดรวบยอดหรือหัวข้อย่อยที่ผู้เรียนจะต้องเรียน โดยผูกเป็นโครงเรื่อง ซึ่งมาจากองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ ฉาก ตัวละคร การดำเนินชีวิตของตัวละคร และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โครงเรื่องจะเป็นโครงสร้างของเนื้อหาสาระที่จะเรียน
2.     การดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้มีคำถามหลักหรือคำถามสำคัญ (Key Questions) คำถามหลักเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก จะทำหน้าที่ดำเนินเรื่องที่จะเชื่อมโยงแต่ละตอนให้ต่อเนื่องกัน คำถามหลักจะเชื่อมโยงเนื้อหาและกิจกรรมเข้าด้วยกัน
3.     กิจกรรมของผู้เรียน ผู้เรียนจะทำกิจกรรมเพื่อตอบคำถาม โดยทำเป็นรายบุคคลหรือร่วมกันทำกิจกรรมอาจจับคู่กันทำกิจกรรม หรือจัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-6 คน หรือร่วมกันทำทั้งห้อง โดยกำหนดสื่อหรืออุปกรณ์ที่จะใช้ในการทำกิจกรรม
4.     การประเมินการเรียนรู้ จะประเมินจากคำถามหลักและกิจกรรมเป็นการประเมินในสภาพจริง (authentic assessment) ที่สะท้อนให้เห็นผลจากการเรียนรู้ว่าผู้เรียนได้ทำอะไรในด้านการใช้ภาษา ด้านการทำงานร่วมกับเพื่อน ด้านการแก้ปัญหา และด้านความรู้ เป็นการประเมินด้านคุณภาพและผลการเรียนของผู้เรียน
5.     กำหนดเวลาเรียนแต่ละตอน การสอน Story line ไม่จำเป็นต้องสอนโดยใช้เวลาต่อเนื่องกันเป็นเวลาทั้งวัน แต่ผู้สอนอาจแบ่งเวลาการสอนแต่ละตอนโดยกำหนดเวลาสอนแต่ละตอนตามที่กำหนดหัวข้อเรื่อง และกิจกรรมการเรียนบางตอนใช้เวลา 1 ชั่วโมง บางตอนอาจใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันแล้วแต่กิจกรรมการเรียน
การวัดและประเมินผล การวัดและประเมินผลในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Story Line  เป็นการประเมินจากการสังเกตหรือ ประเมินจากผลงาน หรือชิ้นงานของนักเรียน ผู้สอนต้องเก็บข้อมูลแล้วแปลออกมาเป็นคุณภาพ เช่นการประเมินจากการจัดนิทรรศการและผลงานที่รวบรวมในแฟ้มสะสมผลงาน อาจให้นักเรียนเลือกผลงานที่นักเรียนพอใจ พร้อมอธิบายเหตุผลที่เลือกผลงานชิ้นนั้นมาประเมิน ความก้าวหน้าของพัฒนาการเด็ก โดยมีข้อคิดในการประเมิน ดังนี้
1. ประเมินเป็นระยะ
2. ครูควรมองการประเมินผลของเด็กในเชิงบวก
3. ให้เด็กมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชิ้นงานที่นักเรียน ชอบ ไม่ชอบ หรือชิ้นงานที่เขาภูมิใจ
4. ไม่ควรเปรียบเทียบผลงานเด็กกับเพื่อนๆ
แนวคิดหลักของการจัดการเรียนรู้แบบ Storyline
ทิศนา แขมมณี (2546 : 54) ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Storyline นี้ พัฒนาโดย ดร.สตีฟ เบ็ล และแซลลี่ ฮาร์คเนส (Steve Bell and Sally Harkness) จากสก็อตแลนด์ โดยมีแนวคิดหลักของทฤษฎี ดังนี้
1.การเรียนรู้ที่ดีควรมีลักษณะบูรณาการ หรือเป็นสหวิทยาการ คือเป็นการเรียนรู้ที่ผสมศาสตร์หลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน
2.การเรียนรู้ที่ดีเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นผ่านทางประสบการณ์ตรง หรือ การกระทำ หรือ การมีส่วนร่วมของผู้เรียนเอง
3.ความคงทนของผลการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับวิธีการเรียนรู้หรือวิธีการที่ได้รับความรู้มา
4.ผู้เรียนสามารถเรียนรู้คุณค่าและสร้างผลงานที่ดีได้ หากมีโอกาสลงมือกระทำ
ดารกา วรรณวนิช (2549 : 155) ได้กล่าวเพิ่มเติมแนวคิดของการจัดการเรียนรู้แบบ Storyline หรือที่เรียกว่า “การเรียนการสอนโดยการสร้างเรื่อง” ไว้ ดังนี้
1.ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
2.การบูรณาการหลักสูตร องค์ความรู้ ทักษะการเรียน และกระบวนการเรียนรู้ จากหลากหลายสาขาวิชา มีลักษณะเป็นการเรียนแบบบูรณาการสหวิทยาการ
3.การเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ต่างๆ
4.การเรียนรู้ผ่านกระบวนการกลุ่ม โดยส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Co–operative learning)
5.การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถในการเรียนรู้ของตนอย่างเต็มศักยภาพ
6.การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมุ่งพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) และทักษะการตัดสินใจ (Decision making skill) ผ่านกิจกรรมต่างๆ
7.ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) องค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการค้นพบ (Discover) คำตอบ จากคำถามหลักที่ครูกำหนดขึ้น
8.การเชื่อมโยงองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้จากห้องเรียนออกไปสู่ชุมชนและชีวิตจริงของผู้เรียน
9.ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ สนุกสนาน มีชีวิตชีวา มีความสุข และตระหนักในคุณค่าของการจัดการเรียนรู้
กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธี Storyline
ข้อดีและข้อจำกัดของวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Storyline
1.ข้อดี
การเรียนรู้เช่นนี้ ทั้งผู้เรียนและผู้สอนเหมือนเป็นหุ้นส่วนกัน ครูวางโครงเรื่อง ผู้เรียนลงรายละเอียดที่มาจากประสบการณ์ชีวิต แล้วสร้างการเรียนรู้ใหม่ที่เชื่อมต่อจากความรู้เดิม มีการแลกเปลี่ยนความคิดและเคารพในความคิดเห็นของกันและกัน ผู้เรียนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของในผลงานที่สร้าง และกลายเป็นแรงผลักดันให้มีการแก้ปัญหา หากมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ครูยังสามารถบูรณาการทุกวิชาได้ในทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันนักเรียนก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เมื่อผู้เรียนมีความสุข จุดหมายของการเรียนรู้ก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว
นักเรียนจะเกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ในระดับที่สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ได้ รวมทั้งได้พัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ
2.ข้อจำกัด
-กิจกรรมนี้อาจเหมาะกับเด็กเล็กมากกว่าเด็กโต
-ค่อนข้างใช้เวลาในการเรียนรู้


การสอนแบบHigh Scope


https://sites.google.com/site/highscopeapproach/_/rsrc/1490704126688/kar-reiyn-kar-sxn/%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%A3.jpg?height=224&width=400

หลักการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคปที่สำคัญ  คือการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็ก  โดยใช้ขั้นตอนการวางแผน (Plan)  การปฏิบัติตามแผน (Do)  และการทบทวนงาน (Review)  โดยผ่านการกระทำ  เด็กจะเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ได้รับเป็นรูปธรรมด้วยความคิด  สังเกต  และไตร่ตรองอย่างมีระบบ  ซึ่งในขณะเรียนเด็กจะเรียนรู้การแก้ปัญหา  จากการลงมือกระทำอย่างมีแผน  มีลำดับ  ด้วยการสัมผัสจัดกระทำด้วยมือตนเอง  ซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐานของการเรียนเป็นเบื้องต้น  การสนทนาขณะทำการค้นคว้าตามแผนทำให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น  มีการแลกเปลี่ยนความคิด  และการทบทวนงานของตน  เป็นการกระตุ้นเร้าให้เด็กสร้างความรู้ด้วยตนเอง
กลไกลการเรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป  เริ่มจากการให้เด็กริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเอง  เลือกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียน  ใช้การลงมือปฏิบัติสัมผัสสื่อด้วยมือตนเอง  โดยมีครูเป็นผู้สนับสนุน  และกระตุ้นเร้าให้เกิดการดำเนินกิจกรรมด้วยการจัดพื้นที่ห้องเรียนให้เหมาะสมกับการเรียนของเด็ก มีสื่ออุปกรณ์เพียงพอที่เด็กสามารถเลือกใช้อย่างหลักหลายกระบวนการเรียนการสอนมีลำดับการเรียนดังนี้
1.       ครูจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับเด็กเเลือกและตัดสินใจในสิ่งที่ตนสนใจ
2.       กระตุ้นให้เด็กพัฒนาแผนและดำเนินกิจกรรมตามกระบวนการ 3 ประการดังนี้
·       การวางแผน (plan)  เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติหรือดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย หรือสิ่งที่สนใจด้วยการสนทนาร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก  และเด็กกับเด็ก  ว่าจะทำอะไร  อย่างไร  การวางแผนกิจกรรมมีเด็กอาจแสดงด้วยภาพหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็ก  หรือบอกให้ครูบันทึกเป็นกระบวนการที่เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ
·       การปฏิบัติ (Do) คือการลงมือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ เป็นส่วนที่เด็กได้ร่วมกันคิด แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทำงานด้วยตนเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม เป็นส่วนที่เด็กได้มีการพัฒนาการพูดและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง
·       การทบทวน (Review) เป็นช่วงที่ได้งานตามจุดประสงค์ ช่วงนี้จะมีการเล่าถึงผลงานที่เด็กทำเพื่อทบทวนว่าตนเอง (เด็ก) สามารถปฏิบัติตามแผนที่วางไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงแผนอย่างไร จุดประสงค์ของการทบทวนคือ เพื่อสะท้อนสิ่งที่เด็กได้ทำ ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแผนกับการปฏิบัติและผลงานที่ทำ รวมถึงเล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้ทำ
3.       ติดตามและสนับสนุนให้เด็กดำเนินงานตามแผน  และระหว่างกิจกรรมครูต้องสนับสนุนให้เด็กได้มีความคิดริเริ่ม  ใช้ภาษาสื่อสาร  สร้างความคิดสร้างสรรค์  มีการสังเกต  มีการจำแนกจนถึงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม  ประสบการณ์ดังกล่าวนี้  ครูต้องสร้างให้เด็กเรียนรู้และกิจกรรมที่ทำ  และให้ขยายรวมไปถึงการพัฒนาตามทักษะ  คณิตศาสตร์  และความสุนทรีย์ในการเรียน  เพื่อการเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต
4.       สนับสนุนให้เด็กดำเนินงานให้สำเร็จในแต่ละวัน  ด้วยการสังเกตการทำงานของเด็ก  ด้วยการจดบันทึกข้อมูลของเด็กในการวางแผนการทำงาน  และการเลือกปัญหาขณะทำกิจกรรม
5.       ยุติการทำงาน  เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กทำผลงานสำเร็จเสร็จสิ้นลง  ครูจะดูแลให้เด็กเก็บสิ่งของที่ใช้เข้าที่  และทบทวนงานที่เด็กกระทำ  งานส่วนนี้ของครูจะผนวกอยู่ในงานขั้นทบทวนของเด็ก
หลักการสอน
การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป  เป็นการสร้างองค์ความรู้จากการที่เด็กให้ลงมือจัดกระทำกับอุปกรณ์หรือสิ่งแวดล้อมนี้เป็นประสบการณ์ตรง โดยใช้หลักปฏิบัติ 3 ประการ  คือ
  • ·       วางแผน (Plan)
  • ·       ปฏิบัติตามแผน (Do)
  • ·       ทบทวนการปฏิบัติ (Review)
แล้วทำให้เกิดเรียนรู้เนื่องจากการได้คิดแก้ปัญหาและทบทวน  หลักการเรียนการสอนที่สำคัญ  คือ
1.          เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  โดยใช้กระบวนการวางแผน  ลงมือปฏิบัติและทบทวนผลงานของตนเอง  โดยมีครูเป็นผู้สังเกตให้คำปรึกษาและแนะนำ
2.          การใช้เวลาดำเนินกิจกรรมอาจมีช่วงยาวกว่ากิจกรรมปกติ  เช่น  นานกว่า 60 นาที  หรือต้องมีเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมประจำวันก็ทำได้  เช่น  เด็กอาจพักรับประทานอาหารว่างก่อนแล้วกลับมาต่องานเดิม
3.          ศูนย์หรือมุมการเรียนรู้ต้องอุปกรณ์พร้อมใช้  มีความหลากหลาย  มีเครื่องหมายแสดง  มีการจัดวางชัดเจนง่ายสำหรับเด็กในการตัดสินใจเลือกใช้และจัดเก็บเมื่อสิ้นสุดกิจกรรม
4.          ครูและผู้ปกครองมีหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์  การให้คำแนะนำปรึกษา  และให้ความสนใจในความสามารถของเด็กและผลงานเด็ก
5.          เด็กได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กครู 1 คนต่อเด็ก 5-6 คนหรือกลุ่มใหญ่ครู 1 คนต่อเด็ก 25 คน
การที่เด็กได้ลงมือทำงานหรือกิจกรรมด้วยความสนใจ  จะทำให้เด็กสนุกกับการทำงาน  การทำความขั้นตอนอย่างเป็นระบบ  ทำให้เด็กได้ฝึกฝนปัญญา  ฝึกความมีระเบียบ  ฝึกการคิดอย่างมีความหมาย  ผลงานที่เกิดขึ้นเป็นความสำเร็จของเด็ก  การได้ร่วมมือกับเพื่อนอย่างมีความสุข  หลักการทำงานของการสอนแบบไฮ/สโคป

สิ่งที่ครูต้องปฏิบัติในขั้นตอนการวางแผน  การปฏิบัติ  และการทบทวน  มีดังนี้
1.          ครูเตรียมอุปกรณ์แต่ละกิจกรรมตามโต๊ะมุมพื้นห้องอย่างหลากหลาย  เพื่อให้เด็กเลือกความทำตามความสนใจ
2.          ให้เด็กนั่งรวมกันในที่ที่กำหนด  ส่วนนี้ครูต้องจัดบริเวณไว้สำหรับให้เด็กรู้ว่าเป็นส่วนที่จะทำกิจกรรมได้
3.          การเริ่มกิจกรรมใหม่ทุกครั้ง  ครูควรเอาอุปกรณ์ทั้งหมดให้เด็กดูและให้แต่ละคนวางแผนทำกิจกรรมด้วยตนเอง
4.          ให้เด็กวางแผนเลือกกิจกรรมตามความสนใจของตนเอง  และวางแผนกับเพื่อน
5.          ให้เด็กปฏิบัติกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ทั้งเป็นรายบุคคลหรือปฏิบัติร่วมกับกลุ่ม
6.          ครูจดบันทึกการวางแผนของเด็กในวันนั้น  เพื่อการติดตามเด็กและกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็ก
7.          ให้เด็กช่วยเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อยหลังการทำกิจกรรมสุดแล้วทุกครั้ง
8.          ให้เด็กออกมาเล่าผลงานให้เพื่อนและครูฟังเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรม
9.          ให้เด็กในแต่ละกลุ่มซักถามเพื่อนเมื่อไม่เข้าใจหรือสนใจ
10.    ครูต้องบอกช่วงเวลาการทำกิจกรรมให้กับเด็กอย่างชัดเจน  เช่น  ใช้สัญลักษณ์บอกเวลาเมื่อหมดเวลา  เพื่อได้จะได้เตรียมตัวและช่วยกันเก็บอุปกรณ์
และสอนเกี่ยวกับนักทฤษฎีหลายคน
รูปแแบบการสอนของเรกจิโอ เอมีเลีย

การจัดการเรียนการสอน
แบบเรกจิโอ เอมีเลีย
นวัตกรรมการเรียนการสอน
นวัตกรรมการเรียนการสอน
การจัดการศึกษาตามแนวคิดเรกจิโอ เอมิเลีย
เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ที่พัฒนามาจากความเชื่อว่า การเรียนการสอนนั้นไม่ใช่การถ่ายโอนข้อมูลความรู้จากผู้
สอนไปสู่ผู้เรียนการสอนในเด็กปฐมวัยจึงไม่ใช่การมองว่า
เด็กเป็นแก้วที่ว่างเปล่าที่ครูจะเทน้ำตามความต้องการของ ครูลงไปสู่เด็ก
ที่มาของแนวการสอนแบบเรกจิโอ เอมิเลีย
ที่มาของแนว
การสอนแบบ
เรกจิโอ เอมิเลีย
แนวการสอนแบบเรกจิโอ เอมิเลีย
เกิดขึ้นที่เมือง เรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emelia)
ในประเทศอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง
เมื่อผลของสงครามทำให้อาคารบ้านเรือนของเมืองเสียหายเกือบทั้งหมดแม่บ้านกลุ่มหนึ่งต้องการให้ลูกหลานของตัวเองได้เรียนหนังสือ จึงช่วยกันสร้างโรงเรียนและชักชวนให้ ลอริส มาลากุซซี (Loris Malaguzzi)ครูระดับมัธยมและนักการศึกษามาร่วมสอนเด็กเล็กที่โรงเรียนการเรียนการสอนในช่วงเวลานั้นอาศัยความร่วมมือของทุกส่วน คือ โรงเรียน เด็ก ครู ผู้ปกครอง ที่ช่วยกันทดลอง ปรับปรุง
ปรัชญาของ เรกจิโอ เอมิเลีย
ปรัชญาของ เรกจิโอ เอมิเลีย
มองว่าเด็กแต่ละคนเต็มไปด้วยพลัง
และความสามารถตั้งแต่แรกเกิดและมุ่งหวังที่
จะเป็นคนเก่งและคนดีเด็กมีวิถีของการเรียนรู้
เป็นไปตามระยะ ของพัฒนาการในแต่ละวัย เด็กมีความสามารถที่จะแสดงออกในทิศทางเพื่อที่จะสัมพันธ์และสื่อสารกับผู้อื่นรวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว
หลักสูตร
ไม่มีการกําหนดเนื้อหาแน่นอนชัดเจน วิธีปฏิบัติคือแต่ละโรงเรียนใน Reggio Emilia จะรวบรวมรายชื่อหัวข้อโครงการที่คาดว่าจะสัมพันธ์กับความสนใจของเด็กโครงการที่เตรียมอยู่ในมือครูนั้นจะมีทั้งโครงการระยะสั้นและโครงการระยะยาว
วิธีการจัดการ
เรียนการสอน
วิธีการจัดการเรียนการสอน
การเรียนการสอนแบบเรกจิโอเอมีเลียเป็นการสอนที่เน้นผู้
เรียนเป็นสำคัญหรือการสอนที่เน้นเด็กเป็นฐาน โดยเด็กเองเป็นคนคิดหัวข้อโครงการที่ต้องการเรียนด้วย
ตัวเอง โดยมีขั้นตอนของการจัดการเรียนการสอนดังนี้
1. ขั้นเตรียม
2. ขั้นดำเนินการ
3. ขั้นสอน
4. การประเมินผล
การจัดสิ่งแวดล้อม
การจัด
สิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับการมองเห็น
ของเด็กและเกิดความรู้สึกต่อห้องเรียนเรียกได้ว่า สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเป็นครูคนที่สามของเด็ก สถานที่ในโรงเรียนเรกจิโอเอมิเลียต้องสวยงาม ครูต้องจัดบรรยากาศของห้องเรียนให้เหมาะกับการเรียน สิ่งแวดล้อมต่างๆต้องเหมาะกับการเรียน
บทบาทของครู
บทบาทของครู
บทบาทของครู ครูเป็นผู้มีบทบาทอย่างมากในการกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยการกระทำ
และสื่อให้ครูทราบด้วยงานศิลปะ บทบาทของครูดำเนินการมีดังนี้ 1.ครูเป็นผู้อำนวยการการเรียนรู้ให้แก่เด็ก
2.ครูคือผู้สร้างบรรยากาศของการเรียน 3.ครูเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำตามแนวคิดของเด็กด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กมี
ศักยภาพและ ความสามารถสูง
4.ครูคือผู้ใช้ศักยภาพความสามารถของครูในการประสานการค้นหา
ประสบการณ์ของเด็ก
5. ครูเป็นผู้ประเมินความคิดเห็นเด็ก ติดตาม ตั้งสมมุติฐานว่าต่อไปเด็กจะพบอะไร จะเกิดการเรียนรู้อะไร พร้อมสนับสนุนให้เด็กบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
6.ครูเป็นผู้จัดการเวลาและโอกาสให้เด็กในการจัดผลงาน และพร้อมที่นำผลงานเด็กมาเสนอเชิงศิลปะ
การนำไปใช้
การนำไปใช้
  • ข้อจำกัดที่เป็นข้อสังเกตของการสอนแบบ เรกจิโอ เอมีเลีย คือ ใช้เวลาในการเรียนแต่ละเรื่องนาน ทำให้มีโอกาสเรียนได้น้อยเรื่อง ขอบเขตของการเรียนรู้แคบ สาระการเรียนรู้ได้มีเฉพาะเรื่องที่เรียนเท่านั้น
  • ข้อดีของการเรียนการสอนแบบ เรกจิโอ เอมิเลีย คือ การจัดกลุ่มเด็กเป็นกลุ่มเล็ก จะช่วยเด็กในการเรียนรู้สังคมเพิ่มขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สังเกตการณ์ทำงานร่วมกัน เกิดการยอมรับ สร้างความอดทน ทำให้เกิดพัฒนาการด้านสังคม
นวัตกรรมการสอนแบบมอนเตสเชอรี่
https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEiDTCwWECaMPmDFwsM8Lf8OUwA6atkgHMv7sw6nnRrErOBCDCMolBrA_z4g3k0Uz0m7NGrnxP9Si5-BBV-bY1O-5P45uXT_aOxr0mxiwNInUAXgRdD1bdzrypfyliN4XOI_BdepaYM=
ปรัชญาและหลักการของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
1. เด็กจะต้องได้รับการยอมรับนับถือ เด็กจะต้องได้รับการยอมรับนับถือในสภาพที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ เราต้องยอมรับนับถือเด็กในลักษณะเฉพาะของเด็กแต่ละคน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ควรจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละคนตามความสามารถ และความต้องการตามธรรมชาติของเขา โดยการพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก
2. เด็กที่มีจิตซึมซาบได้ มนุษย์เรานี้เป็นผู้ให้การศึกษาแก่ตนเอง และเปรียบจิตของเด็กเหมือนฟองน้ำ ซึ่งจะซึมซาบข้อมูลจากสิ่งแวดล้อม เด็กใช้จิตในการหาความรู้ ซึมซาบเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปในจิตของตนเองได้ ( the absorbent mind ) ในการพัฒนาของจิตที่ซึมซาบได้มีทั้งระดับที่เราทำไปโดยที่รู้สึกตัว และโดยไม่รู้สึกตัว อายุตั้งแต่เกิดถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่จิตซึมซาบโดยไร้ความรู้สึก โดยการพัฒนาประสาทที่ใช้ในการเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การดมกลิ่น และการสัมผัส เด็กจะซึมซาบทุกสิ่งทุกอย่าง
3. ช่วงเวลาหลักของชีวิต คือ คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด สำหรับการเรียนรู้ในระยะแรกเป็นช่วงพัฒนาสติปัญญา และเด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้อย่างดี ครูจะต้องช่างสังเกต และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ในการจัดการเรียนการสอนให้สมบูรณ์ที่สุด
4. การเตรียมสิ่งแวดล้อม มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเรียนได้ดีที่สุดในสภาพการจัดสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้อย่างมีจุดหมาย การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมเช่นนี้เพื่อให้เด็กได้มีอิสระจากการควบคุมของผู้ใหญ่ เด็กจะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามความคิดของตนเองบ้าง
5. การศึกษาด้วยตนเอง เด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเองจากการที่เด็กมีอิสระในสิ่งแวดล้อมที่จัดเตรียมไว้อย่างสมบรูณ์ การมีอิสระนี้มอนเตสซอรี่กล่าวว่า ไม่ใช่สัญลักษณ์ของเสรีภาพเท่านั้น แต่หมายถึงเส้นทางไปสู่การศึกษา เด็กมีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ ระเบียบวินัยของชีวิตโดยการมีอิสระภาพในการทำงานด้วยตนเอง แก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง
การศึกษาด้วยตนเอง ควรจะมีบทบาทมากขึ้นในวงการศึกษา และควรจะเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนเพิ่มขึ้น ลดวิธีการให้ครูเป็นศูนย์กลางในการเรียน
https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEgn9FUh7weytKj57gbNLptowNcONegaWW54_ojBAoP30Up14zHANwsrwsOOZgRmy7ufQp0BWB1rFRge_UnpsZjT9e9BWiQS5esaYAQl9zbPFb908Z7LCLIwnK3K0o6_ir74Y2Wxrn4=
จุดมุ่งหมายของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
จุดมุ่งหมายของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ คือ “ช่วยพัฒนา หรือให้เด็กมีอิสระในด้านบุคลิกภาพของเด็กในวิถีทางต่างๆ อย่างมากมาย“ สิ่งแวดล้อมของโรงเรียนระบบมอนเตสซอรี่ คือ การจัดระบบเพื่อสะท้อนถึงศักยภาพที่แท้จริง และความต้องการของเด็ก เพื่อเด็กจะได้พัฒนาบุคลิกภาพของเขา
ลักษณะการสอนระบบนี้ เด็กจะก้าวหน้าไปตามธรรมชาติของการพัฒนาการของเด็ก เด็กมีอิสรภาพในการเลือกจากสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งต่างๆ ซึ่งสนองความพอใจ และความต้องการภายในความรู้สึกของเขา เป็นการจัดระบบของตนเอง เพื่อเด็กจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพของชีวิต
มอนเตสซอรี่ กล่าวย้ำถึงสิทธิของเด็กในการพัฒนาบุคลิกภาพของเขาในการเรียน สิทธิที่จะมีอิสระในการทำกิจกรรม สำรวจโลกสำหรับตัวของเขาเอง และก็เรียกร้องสิทธิในการที่จะมีสภาพการทำงานที่เหมาะสม
เด็กปกติในสิ่งแวดล้อมของมอนเตสซอรี่ จะพัฒนาการเรียนรู้ในการทำงานด้วยตนเอง และความรู้สึกของความรับผิดชอบ มีวิธีการที่จะควบคุมตนเองได้สำเร็จ เด็กเรียนรู้ในการที่จะรับผิดชอบต่อตนเองเป็นเบื้องแรก แล้วก็ต่อสภาพการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เขาได้พบตัวของเขาเอง
การพัฒนาการทางสังคมสำเร็จได้ ก็ด้วยการมีชีวิตทางสังคมที่แท้จริงในห้องเรียน เด็กเรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ของแต่ละบุคคล และในสภาพของการเป็นสมาชิกของกลุ่ม และมีส่วนร่วมในการที่จะต้องรับผิดชอบ และรู้จักที่จะรอคอยความสำเร็จของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่ พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และการปรับตัวทางด้านสังคมมีส่วนร่วมอยู่มาก
บุคลิกภาพทั้งหมดของเด็กจะได้รับการพัฒนา … สติปัญญา ความสามารถในการแยกแยะ ความคิดริเริ่ม และการเลือกอย่างอิสระ มีอารมณ์ที่เหมาะสม เด็กได้รับการฝึกให้มีคุณภาพพื้นฐานทางสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นพลเมืองดี
https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEjK6QigQvotFlaD2w9FTWK01md5Qdrx6_ZeDKu3eTzrv7Gbb6pQig_My6yd3_zQwyLMxEhvFfKVzUHdr-BScPjlsIImDbdijHIRvRP1ExlOXffkErIF213D8a3WC-W9BEtgQB3lfmE=
หลักสูตรของการสอนแบบมอนเตสซอรี่
วิถีทางของการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่นั้น เป็นหลักการที่คำนึงถึงเด็ก ความต้องการของเด็กในการเรียน ได้มีการตระเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้ทำงานด้วยตนเอง สิ่งแวดล้อม และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นั้น ได้จัดระบบไว้เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนเอง โปรแกรมจัดเอาไว้ให้เด็กได้เป็นผู้เรียนที่มีอิสระ การควบคุมความผิดพลาดในการทำงานก็ด้วยการใช้วัสดุเหล่านั้นเอง และสิ่งแวดล้อมที่จัดเอาไว้ให้นี้เองเป็นตัวที่ทำให้เด็กมีอิสระ
มอนเตสซอรี่เชื่อว่า การที่เด็กได้เรียนรู้ตามความต้องการด้วยตนเอง และการซึมซาบการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม จะทำให้เด็กได้ในสิ่งที่ต้องการจากการเรียนรู้ เด็กจะได้รับเสรีภาพในขอบเขตที่จำกัด จากสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ให้ และจะทำให้เด็กได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของเขา
หลักสูตรพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 3 ถึง 6 ขวบ แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่:การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (Motor Education) การศึกษาทางด้านประสาทสัมผัส (Education of the Senses) และการตระเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)
https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhtSB7XZWDv2lZcVXukaVTXULfkJRgvKpKmDtxkYOHhbzxqZ6ps9YX2VWOGdkkI3GcEuwqMRQMIc6jWrVUH5hzHcovPJfYLLJs3k27QPOFBabgUIDCY3pb6RzgYeIQxsF8o_OLjGds=
การจัดการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่
โรงเรียนที่ใช้การสอนแบบมอนเตสซอรี่นั้น กิจกรรมถือเป็นส่วนสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ดำเดินไปในโรงเรียน มอนเตสซอรี่เชื่อว่า เด็กเล็กควรจะเรียนด้วยร่างกายทั้งหมดโดยเน้นทางด้านการฝึกฝนทางประสาทสัมผัส กิจกรรม หรืองานที่เด็กทำจะต้องมีความหมาย
อุปกรณ์การเรียนได้วางรูปแบบเอาไว้ให้เด็กได้ทำงานต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนงานจะกระตุ้นทำให้เด็กทำงานต่อไป การเขียนก็เป็นจุดรวมของทั้งการเห็น การได้ยินและการสัมผัส การแสดงออกทางการเขียนจะผ่านขั้นตอนต่างๆ จากการสัมผัสรูปทรงเลขาคณิตสัมผัสรูปพยัญชนะ สระ จากบัตรตัวอักษรกระดาษทราย
ใช้ดินสอสีลากไปตามกรอบแผ่นภาพโลหะ และเติมลายเส้นไปในกรอบแผ่นภาพโลหะที่ว่างเอาไว้ ประสมคำโดยใช้ตัวอักษรต่างๆ และเขียนคำลำดับจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมนี้ เป็นแนวคิดแฝงอยู่ในการจัดอุปกรณ์การเรียน
ในการทำงาน ครูจะต้องคอยสังเกตว่าเด็กพร้อมที่จะเรียนอุปกรณ์ในขั้นต่อไปหรือยังตามลำดับยากง่าย หรือตามที่นกเรียนร้องขอ การแสดงอุปกรณ์มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
https://blogger.googleusercontent.com/img/proxy/AVvXsEhuqr_dTnwBa3OVZBZM7RY0YIvBne5voDLfdJNADH8kkhG68ZL887obOPFOIPgZKzb6STPhwMI9VtSrs-cinqIfBzWWmi3Feak1aszndzvFr8QwliqfPdiuzxTtQuLmldcVrbRe8Iw=
ขั้นที่ 1  เชื่อมโยงการรับรู้ทางประสาทสัมผัสกับชื่อ …. " นี่คือ แขนงไม้ "
ขั้นที่ 2  รู้จักชื่อของสิ่งของ … " หยิบแขนงไม้มาให้ครูซิ "
ขั้นที่ 3  จำชื่อได้สอดคล้องกับอุปกรณ์ … " นี่คือ อะไร "
ขั้นตอนนี้ จะใช้เมื่อเด็กเรียนรู้ชื่อของอุปกรณ์ คุณภาพ หรือประสบการณ์ บทเรียนนั้นจะมีลักษณะสั้น ง่าย และเป็นปรนัย ถ้าเด็กหยิบอุปกรณ์ไม่ถูกก็ต้องหยิบออกไปแล้วให้เด็กรอโอกาสทำต่อไป
วิธีการสอนสามขั้นตอน ( The Three-Period Lesson )
เป็นวิธีการที่ใช้สำหรับสอนความคิดรวบยอดใหม่ด้วยการทำซ้ำ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจในแบบฝึกหัดที่ครูสาธิตให้ดูได้ดีขึ้น การสอนนี้ยังช่วยให้ครูสังเกตเห็นว่าเด็กสามารถเข้าใจ และซึมซาบสิ่งที่สาธิตให้เด็กดูได้ว่องไวแค่ไหน วิธีการสอนสามขั้นตอนนี้ใช้กับการสาธิตขั้นตอน เมื่อเด็กไม่เข้าใจขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งจะต้องเริ่มสาธิตให้ดูใหม่ครูต้องแน่ใจว่า เด็กเข้าใจในสิ่งที่ทำให้ดูแล้ว จึงจะดำเนินขั้นต่อไป
วิธีการสอนสามขั้นตอนดังกล่าว Hainstock อธิบายไว้ ดังนี้
ขั้นแรก สังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้น ( Recognition of Identity ) ทำให้เชื่อมโยงสิ่งที่ครูสาธิตให้ดูกับชื่อของสิ่งนั้นได้ “ นี่ คือ …”
ขั้นสอง สังเกตเห็นความแตกต่าง ( Recognition of Contrasts ) มั่นใจว่า เด็กเข้าใจเมื่อบอกเด็กว่า “ หยิบ …”
ขั้นสาม เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งของที่มีความคล้ายคลึงกัน ( Discrimination Between Similar Objects ) ขั้นตอนนี้เพื่อที่จะได้ทราบว่าเด็กจำชื่อสิ่งต่างๆ ที่ครูสาธิตให้ดูได้หรือเปล่า เช่น ชี้ที่ของหลายๆ สิ่ง แล้วถามว่า “ อันไหน คือ …”




นวัตกรรมการศึกษา: การบริหารจัดการศึกษา โรงเรียนวิถีพุทธ
  1.  
  2.  
  3.  
  4. 1. โรงเรียนวิถีพุทธ (อังกฤษ: Buddhis Oriented Schools) หมายถึง โรงเรียนในระบบปกติทุกระดับ ภายใต้การกากับของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นการนาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาตามหลัก ไตรสิกขามาบูรณาการประยุกต์ใช้ในการบริหาร และการพัฒนาผู้เรียนใน ภาพรวมของสถานศึกษา โดยเน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา ผ่าน กระบวนการทางวัฒนธรรม แสวงหาปัญญา และมีเมตตา เพื่อมุ่งเน้นพัฒนา ผู้เรียนให้สอดคล้องกับจุดเน้นการพัฒนาของประเทศ ความหมายโรงเรียนวิถีพุทธ
  5. 2. จากการดาเนินการในระยะแรกของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 มีโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 79 โรงเรียน จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2557) มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการ โรงเรียนวิถีพุทธ รวมทั้งสิ้น กว่า 20,000 โรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ
  6. 3. ความเป็นมาโรงเรียนวิถีพุทธ สืบเนื่องมาจากที่กระทรวงศึกษาธิการจัดการประชุมเรื่อง “หลักสูตร ใหม่เด็กไทยพัฒนา” ณ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้เกียรติเป็น ประธาน ที่ประชุมได้หารือถึงโรงเรียนที่จัดการศึกษาเพื่อสนองตอบความ สามารถที่แตกต่างกันของบุคคล เพื่อนาพาเด็กและเยาวชนไทยก้าวทันความ เปลี่ยนแปลงของโลกอย่างไร้ขีดจากัด ความเป็นมาโรงเรียนวิถีพุทธ
  7. 4. กรอบแนวคิด รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ คณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา (๒๕๔๖) ได้ให้ ความหมายของโรงเรียนวิถีพุทธ คือ โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นา หลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการบริหารและการ พัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลัก ไตรสิกขา อย่างบูรณาการ กรอบแนวคิดรูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ
  8. 5. โรงเรียนวิถีพุทธเป็นสถานศึกษาในระบบปกติที่นาหลักพุทธธรรมหรือองค์ ความรู้ที่เป็นคาสอนในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา นั้น โดยมีจุดเน้นที่สาคัญ คือ การนาหลักธรรมมาใช้ในระบบการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของ สถานศึกษา ซึ่งอาจเป็นการเรียนการสอนในภาพรวมของหลักสูตรสถานศึกษา หรือ การ จัดเป็นระบบวิถีชีวิตในสถานศึกษาของผู้เรียนส่วนใหญ่ โดยนาไปสู่จุดเน้นของการพัฒนาให้ ผู้เรียนสามารถ กิน อยู่ ดู ฟังเป็น คือใช้ปัญญาและเกิดประโยชน์แท้จริงต่อชีวิต และการจัด ดาเนินการของสถานศึกษาจะแสดงถึงการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศ(ปรโตโฆสะ) ที่ เป็นกัลยาณมิตรเอื้อในการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ด้วยวิถีวัฒนธรรมแสวงปัญญา ทั้งนี้ การพัฒนาผู้เรียนดังกล่าวจัดผ่านระบบไตรสิกขา รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ
  9. 6. รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ “ไตรสิกขา”
  10. 7. ศีล (พฤติกรรม) รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ “ไตรสิกขา” § มีชีวิตที่สัมพันธ์ด้วยดีกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม § มีกิริยามารยาท กิน อยู่ดู ฟัง เป็น § รู้จักพิจารณาเลือกเสพสิ่งบริโภค และสื่อต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ด้วยปัญญา § รู้จักความพอดี พอประมาณ ในการแสวงหา บริโภค สะสมสิ่งต่าง ๆ § ปฏิบัติตามระเบียบ กฎเกณฑ์ภายนอกที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดวินัยในตนเอง § ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นโดยมีศีล ๕ เป็นพื้นฐานในการดาเนินชีวิต
  11. 8. จิตใจ (สมาธิ) Ø มีสมรรถภาวะที่ดี คือ มีสมาธิ มีความตั้งมั่น เข้มแข็ง มุ่งมั่นทาดี ด้วยจิตใจกล้าหาญ อดทน สู้สิ่งยาก ขยันหมั่นเพียร ไม่ย่อท้อสามารถฟันฝ่าอุปสรรคผ่านความยากลาบาก ไปได้พึ่งตนเองได้ Ø มีคุณภาวะ คือ มีความกตัญญูรู้คุณ มีจิตใจเมตตา กรุณาโอบอ้อมอารีมีน้าใจ ละอายชั่ว กลัวบาป ซื่อสัตย์ รับผิดชอบกล้ารับผิด เกิดจิตที่เป็นบุญกุศลอย่างสม่าเสมอ Ø มีสุขภาวะที่ดี คือ มีความสุข ความร่าเริง เบิกบาน มองโลกในแง่ดี มีกาลังใจ เกิดแรง บันดาลใจในการเรียนรู้ ในการร่วมกิจกรรมงานต่าง ๆ รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ “ไตรสิกขา”
  12. 9. ปัญญา Ø มีศรัทธาเลื่อมใสและมีความเข้าใจในพระรัตนตรัยในกฎแห่งกรรม และในหลักบาปบุญคุณ โทษ Ø มีทักษะและอุปนิสัยในการเรียนรู้ทีดี จูงใจ ใฝ่รู้ รู้จักการค้นคว้า การจดบันทึกให้เกิดการ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การคิดวิเคราะห์ประมวลผลสามารถนาเสนอถ่ายทอดได้ทั้งแบบ กลุ่มและรายบุคคล Ø มีทักษะชีวิตเท่าทันต่อสิ่งเร้าภายนอกและกิเลสภายในตนสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้สามารถ นาหลักธรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดาเนินชีวิตได้มีฐานชีวิตที่ดีมีทัศนคติที่ดีต่อการ ปฏิบัติธรรม เกิดปัญญาเข้าใจในสัจธรรมในชีวิตได้ตามวุฒิภาวะของตน สามารถต่อยอด พัฒนาไปสู่ปการปฏิบัติธรรมให้เกิดความเจริญงอกงามในธรรมที่สูงยิ่งขึ้นไป รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ “ไตรสิกขา”
  13. 10. ผู้เรียนได้ศึกษาปฏิบัติอบรม ทั้งศีลหรือพฤติกรรมหรือวินัย ในการดาเนินชีวิตที่ดีงามสาหรับตนและสังคม สมาธิหรือด้านการ พัฒนาจิตใจที่มีคุณภาพ มีสมรรถภาพ มีจิตใจที่ตั้งมั่นเข้มแข็งและสงบ สุข และปัญญาที่มีความรู้ที่ถูกต้องมีศักยภาพในการคิด การแก้ปัญหาที่ เหมาะสม(โยนิโสมนสิการ) โดยมีครูและผู้บริหารสถานศึกษาเป็น กัลยาณมิตรสาคัญ ที่รักและปรารถนาดี ที่จะพัฒนาผู้เรียนอย่างดีที่สุด ด้วยความเพียรพยายาม ระบบพัฒนาผู้เรียนด้วยไตรสิกขา อาจแสดง แนวคิดดังภาพต่อไปนี้
  14. 11. แผนภาพ จากหนังสือการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)
  15. 12. ลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธ เน้นการจัดสภาพทุก ๆ ด้าน เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาตามหลักพุทธธรรม อย่าง บูรณาการ โดยส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตามลักษณะแห่งปัญญาวุฒิธรรม ๔ ประการ คือ ๑) สัปปุริสสังเสวะ หมายถึงการอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีครู อาจารย์ดี มีข้อมูล มีสื่อที่ดี ๒) สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ดี ๓) โยนิโสมนสิการ หมายถึง มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี ๔) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง ความสามารถนาความรู้ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้อง เหมาะสม ลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธ
  16. 13. โรงเรียนวิถีพุทธส่วนใหญ่ก็มีจุดมุ่งหมายสาคัญเพื่อพัฒนาเด็กๆ ให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ กิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนวิถีพุทธนั้นจะมุ่งเน้นให้เด็ก เกิดพฤติกรรมที่มีเป้าหมายในเรื่องของชีวิต สามารถช่วยเหลือและดูแลตัวเองได้ ซึ่งรวมถึงการปลูกฝังเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ที่เป็นคุณธรรมสาหรับวัยเด็ก สอดคล้องกับหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และเรียนรู้ที่จะดารงชีวิตอย่าง เหมาะสม รู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง สร้างสังคมที่ดีมีคุณภาพ ผ่าน ‘การกิน อยู่ ดู ฟังเป็น’ นั่นเอง
  17. 14. กิจกรรมที่มุ่งเน้นในโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวิถีพุทธจะมีการจัดกิจกรรมหลากหลายและต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิต เพื่อให้ เด็กๆ รู้จักคิดและได้ฝึกปฏิบัติเสมอๆ ให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านความประพฤติ จิตใจ และปัญญาไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกิน อยู่ดู ฟัง ในชีวิตประจาวันที่มี สติสัมปชัญญะคอยกากับ เพื่อเป็นไปตามคุณค่าแท้ของการดาเนินชีวิต ผ่านกิจกรรม ต่างๆ เช่น สวดมนต์ก่อนและหลังเลิกเรียน นั่งสมาธิ มีการเวียนเทียนในวันสาคัญทาง พุทธศาสนา เข้าค่ายธรรมมะ ฯลฯ กิจกรรมที่มุ่งเน้นในโรงเรียนวิถีพุทธ
  18. 15. สภาพแวดล้อมในโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวิถีพุทธจะมีหลักการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตาม หลักพุทธศาสนา โดยมีบรรยากาศสงบเงียบ เรียบง่าย ร่มรื่น สะอาด มีระเบียบ ปลอดภัย สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนมีการปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอ โรงเรียนวิถีพุทธจะมีลักษณะเกื้อกูลและใกล้ชิดกับชุมชน โดยโรงเรียนจะมีการ ร่วมมือกับบ้านวัด และสถาบันต่างๆ ในชุมชนที่จะพัฒนาทั้งนักเรียนและสังคม ตามหลักธรรมในพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน และเด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ วัฒนธรรมไทยอีกด้วย สภาพแวดล้อมในโรงเรียนวิถีพุทธ
  19. 16. สิ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนโรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนวิถีพุทธส่วนใหญ่ก็มีจุดมุ่งหมายสาคัญเพื่อพัฒนาเด็กๆ ให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์แบบ กิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนวิถีพุทธนั้นจะมุ่งเน้นให้เด็กเกิด พฤติกรรมที่มีเป้าหมายในเรื่องของชีวิต สามารถช่วยเหลือและดูแลตัวเองได้ ซึ่ง รวมถึงการปลูกฝังเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ที่เป็นคุณธรรมสาหรับวัยเด็ก สอดคล้องกับหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และเรียนรู้ที่จะดารงชีวิตอย่าง เหมาะสม รู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง สร้างสังคมที่ดีมีคุณภาพ ผ่าน ‘การกิน อยู่ ดู ฟัง เป็น’ นั่นเอง สิ่งที่เด็กได้รับจากการเรียนโรงเรียนวิถีพุทธ
  20. 17. การคัดเลือกโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยร่วมกันนาอัตลักษณ์ ๒๙ ประการ สู่ความ เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ไปเป็นตัวชี้วัดในการคัดเลือกโรงเรียนวิถีพุทธ ชั้นนามาอย่างต่อเนื่อง แนวทางดาเนินการ ๒๙ ประการสู่ความเป็น โรงเรียนวิถีพุทธทาให้โรงเรียนมีแนวทางการพัฒนาโรงเรียนที่เป็น รูปธรรมมากขึ้น การคัดเลือกโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนา
  21. 18. ๑. ด้านกายภาพ ๗ ประการคือ มีป้ายโรงเรียนวิถีพุทธ, มีพระพุทธรูป หน้าโรงเรียน, มีพระพุทธรูปประจาห้องเรียน, พระพุทธศาสนสุภาษิต วาทะธรรม พระราชดารัสติดตามที่ต่าง ๆ, มีความสะอาด สงบ ร่มรื่น, มีห้องพระพุทธศาสนา หรือลานธรรม และไม่มีสิ่งเสพติดเหล้าบุหรี่ 100 % ๒. ด้านกิจกรรมประจาวันพระ 4 ประการ คือ ใส่เสื้อขาวทุกคน, ทาบุญใส่บาตรฟังเทศน์, รับประทานอาหารมังสวิรัติในมื้อกลางวัน และสวด มนต์แปล แนวทางดาเนินการ 29 ประการ
  22. 19. ๓. ด้านการเรียนการสอน 5 ประการ คือ มีการบริหารจิต เจริญปัญญา ก่อนเข้าเรียน เช้า บ่าย ทั้งครู และ นักเรียน, มีการบูรณาการวิถีพุทธ ทุกกลุ่มสาระ และในวันสาคัญทาง พระพุทธศาสนา, ครู พานักเรียนทาโครงงานคุณธรรม กิจกรรมจิตอาสา สัปดาห์ละ 1 ครั้ง, ครู ผู้บริหาร และ นักเรียน ทุกคน ไปปฏิบัติศาสนกิจที่วัด เดือนละ 1 ครั้ง มีวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ และครู ผู้บริหาร และ นักเรียนทุกคน เข้า ค่ายปฏิบัติธรรมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แนวทางดาเนินการ 29 ประการ
  23. 20. ๔. ด้านพฤติกรรม ครู ผู้บริหารโรงเรียน และนักเรียน 5 ประการ คือ ครู ผู้บริหารโรงเรียนและนักเรียนรักษาศีล 5, ครู ผู้บริหาร โรงเรียนและนักเรียนยิ้มง่าย ไหว้สวย กราบงาม, ครู ผู้บริหารโรงเรียนและ นักเรียน ก่อนรับประทานอาหารจะมีการพิจารณาอาหาร รับประทานอาหารไม่ ดัง ไม่หก ไม่เหลือ เป็นต้น, ครู ผู้บริหารโรงเรียนและนักเรียน มีความ ประหยัด]ออม ถนอมใช้เงิน และ สิ่งของ และครู ผู้บริหารโรงเรียนและ นักเรียน มีนิสัยใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก แนวทางดาเนินการ 29 ประการ
  24. 21. ๕. ด้านการส่งเสริมวิถีพุทธ 8 ประการ คือ ไม่มีอาหารขยะขายในโรงเรียน, ครู ผู้บริหารโรงเรียนไม่ดุ ด่า นักเรียน, ครู ผู้บริหารโรงเรียน ชื่นชมคุณความดี หน้าเสาธงทุกวัน, มีโฮมรูมเพื่อสะท้อนความรู้สึก เช่นความรู้สึกที่ได้ทาความดี, ครู ผู้บริหาร และนักเรียน มีสมุดบันทึกความดี, ครู ผู้บริหาร และนักเรียน สอบได้ธรรมศึกษาตรีเป็นอย่างน้อย, ครู ผู้บริหารโรงเรียน และ นักเรียน บริหารจิต เจริญปัญญา ก่อนการประชุมทุกครั้ง และมีพระมาสอนอย่าง สม่าเสมอ แนวทางดาเนินการ 29 ประการ
  25. 22. สรุป โรงเรียนวิถีพุทธเป็นการบริหารจัดการศึกษาโดยนาหลักธรรม พระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ในการพัฒนาเด็กโดยเน้นกรอบการพัฒนา ตามหลักไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นการฝึกหัดอบรม เพื่อพัฒนากาย ความประพฤติ จิตใจและปัญญาอย่างบูรณาการมุ่งเน้นให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่มี เป้าหมายในเรื่องของชีวิต สามารถช่วยเหลือและดูแลตัวเองได้ ซึ่งรวมถึงการ ปลูกฝังเรื่องความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ที่เป็นคุณธรรมสาหรับวัยเด็กและ เรียนรู้ที่จะดารงชีวิตอย่างเหมาะสม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น